จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

คำสั่ง SQL

คำสั่ง SQL

1. SQL SELECT                                                                                                                                 เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการเรียกดูข้อมูลในตาราง (Table) คำสั่ง SQL SELECT สามารถเรียกได้   ทั้งตาราง หรือว่า สามารถระบุฟิวด์ที่ต้องการเรียกดูข้อมูลได้

  Database: MySQL, Microsoft Access,SQL Server,Oracle

  Syntax
  SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM [Table-Name]

Table : customer
CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C001
Win Weerachai
win.weerachai@thaicreate.com
TH
1000000
600000
C002
John Smith
john.smith@thaicreate.com
EN
2000000
800000
C003
Jame Born
jame.born@thaicreate.com
US
3000000
600000
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com
US
4000000
100000
 
Sample1 การเลือกข้อมูลที่ระบุฟิลด์
            SELECT CustomerID, Name, Email FROM customer

 Output
CustomerID
Name
Email
C001
Win Weerachai
win.weerachai@thaicreate.com
C002
John Smith
john.smith@thaicreate.com
C003
Jame Born
jame.born@thaicreate.com
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com


Sample2 การเลือกข้อมูลทั้งหมดของ Table

SELECT * FROM customer
Output
CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C001
Win Weerachai
win.weerachai@thaicreate.com
TH
1000000
600000
C002
John Smith
john.smith@thaicreate.com
EN
2000000
800000
C003
Jame Born
jame.smith@thaicreate.com
US
3000000
600000
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com
US
4000000
100000


2. SQL WHERE 
   เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการระบุเงื่อนไขการเลือกข้อมูลในตาราง (Table) คำสั่ง SQL WHERE สามารถ        ระบุเงื่อนไขในการเลือกข้อมูลได้ 1 เงื่อนไข หรือมากกว่า 1 เงื่อนไข

   Database : MySQL,Microsoft Access,SQL Server,Oracle
   Syntax
  SELECT Column1, Column2, Column3,... FROM Table-Name WHERE [Field] = 'Value'

Table : customer
CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C001
Win Weerachai
win.weerachai@thaicreate.com
TH
1000000
600000
C002
John Smith
john.smith@thaicreate.com
EN
2000000
800000
C003
Jame Born
jame.born@thaicreate.com
US
3000000
600000
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com
US
4000000
100000


Sample1 การเลือกข้อมูลโดยใช้ Operators = (เท่ากับ)
SELECT * FROM customer WHERE CountryCode = 'US'
หรือ แบบ 2 เงื่อนไข ใช้ and เข้ามาเชื่อม วลี
SELECT * FROM customer WHERE CountryCode = 'US' and Budget = '4000000'

Output

CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C003
Jame Born
jame.smith@thaicreate.com
US
3000000
600000
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com
US
4000000
100000



CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C004
Chalee Angel
chalee.angel@thaicreate.com
US
4000000
100000


Sample2 การเลือกข้อมูลโดยใช้ Operators != (ไม่เท่ากับ)

SELECT * FROM customer WHERE CountryCode != 'US'
หรือ แบบ 2 เงื่อนไข ใช้ and เข้ามาเชื่อม วลี
SELECT * FROM customer WHERE CountryCode != 'US' and CountryCode != 'EN'
หรือจะใช้ or
SELECT * FROM customer WHERE CountryCode != 'US' or Budget = '1000000'

Output

CustomerID
Name
Email
CountryCode
Budget
Used
C001
Win Weerachai
win.weerachai@thaicreate.com
TH
1000000
600000
C002
John Smith
john.smith@thaicreate.com
EN
2000000
800000









วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แบบทดสอบ O-NET ม.6 (คอมพิวเตอร์)



  แบบทดสอบ O-NET ม.6 (คอมพิวเตอร์)

1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท  Smartphone.
  1. Ubumtu
  2. Iphone  os
  3. Android
  4. Symbian
เฉลยข้อ  1

2.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร.
  1. ไฟล์เพลง  MP 3 (mp 3)
  2. ไฟล์รูปประเภท  JPEG (jpeg)
  3. ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
  4. ไฟล์วีดีโอประเภท  Movie (movie)
เฉลยข้อ  3

3.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด(Open Source)อนุญาตให้ผู้ใช้ทำ  อะไรได้บ้าง.

   ก. นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
   ข. ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
   ค. แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
   1. ข้อ  ก กับ  ข้อ  ค     2. ข้อ  ข  กับ  ข้อ  ค
   3. ข้อ  ข  อย่างเดียว   4. ข้อ  ก  อย่างเดียว
เฉลยข้อ  4

4.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้

   ก. ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้ต้องแสดงตัว          ตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน  
   ข. ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
   ค. ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วยในการออกแบบฐาน

ข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง. 
 1. ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
 2. ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อผู้ใช้ในตาราง           กระทู้และตารางคำตอบได้เลย
 3. ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่ในตาราง           กระทู้อยู่แล้ว
 4. ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้ตั้งใน             ตารางผู้ใช้ได้เลย 
 เฉลยข้อ  4

5.ข้อใดเป้นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาทำรายงาน.
    1. คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
    2. ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา(Web board)มาใส่ในรายงาน
    3. นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
    4. อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ
เฉลยข้อ  4


6.ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัมนาระบบยืมหนังสือโดยสามารถบันทึกข้อมูลการยืมหนังสือ
ลงบนบัตรอิเลคโทรนิกส์โดยไม่ต้องเขียนด้วยมือระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีในข้อใด.
    1. Smart  Card  
    2. Fingerprint
    3. Barcode 
    4. WiFi
เฉลยข้อ  3

7.ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ต้องเชี่ยวชาญความรู้ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้.

    ก. ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์      ข. ระบบปฎิบัติการ
    ค. เว็บเซิร์ฟเวอร์                  ง. HTML 
    จ. ระบบฐานข้อมูล               ฉ. ภาษาจาวา(Java)

    1. ข้อ  ก และ ค        2. ข้อ  ข  และ  จ
    3. ข้อ  ค  และ  ง      4. ข้อ  ค  และ  ฉ 
เฉลยข้อ  3

8.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.

  1. Wi-Fi  ,  IP  
  2. Wi-Fi  ,Bluetooth
  3. 3G  ADSL
  4. 3G    Ethernet
เฉลยข้อ  2

9.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์.
  1. การทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา 
  2. เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
  3. ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัมนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
  4. ทำให้ผู้พัมนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อ        ไปได้
เฉลยข้อ  1

10.ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด.
    1. การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
    2. หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ  Network Interce Card
    3. หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ                   Volntile
    4. รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด  8 บิด
เฉลยข้อ  3 













    











วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันใน PHP


 ฟังก์ชันใน PHP


    ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกัน
ฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย
my_function ();


     คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้

ฟังก์ชันจำนวนมากได้รับการเรียกด้วยวิธีนี้ เช่น ฟังก์ชัน phpinfo () สำหรับแสดงเวอร์ชันติดตั้งของ PHP สารสนเทศเกี่ยวกับ PHP การตั้งค่าแม่ข่ายเว็บ ค่าต่างๆ ของ PHP และตัวแปร ฟังก์ชันนี้ไม่ใช้พารามิเตอร์และโดยทั่วไปไม่สนใจค่าส่งออก ดังนั้นการเรียก phpinfo () จะประกอบขึ้นดังนี้


-phpinfo ();


  การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน

การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้
<?php

function function_name(parameter1,…) 
{

        ชุดคำสั่ง …


?>

ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function

<?php 
function my_function() 
{

        $mystring =<<<BODYSTRING 
        my function ได้รับการเรียก


BODYSTRING; 

echo $mystring;


?>

  การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้ 
my_function ();
การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser


 การตั้งชื่อฟังก์ชัน


สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ 
      -ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
     -ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
     -ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง


ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง 

name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()

ชื่อไม่ถูกต้อง
5name ()
Name-six ()
fopen ()

การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็กชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

  การหยุดประมวลผลภายในฟังก์ชัน

คีย์เวิร์ด return หยุดการประมวลผลฟังก์ชัน ฟังก์ชันสิ้นสุดได้เพราะประโยคคำสั่งทั้งหมดได้รับการประมวลผล หรือ ใช้คีย์เวิร์ด return การประมวลผลกลับไปยังประโยคคำสั่งต่อจากการเรียกฟังก์ชัน

<?php

function division($x, $y) 
{

        if ($y == 0 || !isset($y))
        {

               echo " ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า" ; 
               return;

        }

        $result = $x / $y; 
        echo $result;

?>

ถ้าประโยคคำสั่ง return ได้รับการประมวลผล บรรทัดคำสั่งต่อไปในฟังก์ชันจะถูกข้ามไป และกลับไปยังผู้เรียกฟังก์ชันนี้ ในฟังก์ชันนี้ ถ้า y เป็น 0 จะหยุดการประมวลผล ถ้า y ไม่เท่ากับ 0 จะคำนวณผลหาร

สมมติป้อนค่าเป็น
x = 4, y = 0
x = 4
x = 4, y = 2

ผลลัพธ์ของคำสั่ง คือ
x = 4, y = 0 ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = 2 ผลลัพธ์ 2

  การเรียกฟังก์ชัน

เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือ require()
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php

<?php

        include("fn_ 03 _keeper.php"); 
        show_message();

?>

  พารามิเตอร์

ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์
ไวยากรณ์พื้นฐาน
การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้

<?php

function show_parameter($param1, $param2, $param3)
{

        echo <<<PARAM
        รายการพารามิเตอร์ <br/>
        param1: $param1 <br/>
        param2: $param2 <br/>
        param3: $param3 <br/>


PARAM;



?>


พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน

scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scope ระดับอื่น พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน


  การส่งผ่านโดยค่า (By Value)


ตามปกติการส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันเป็นการส่งผ่านค่า การเปลี่ยนแปลงจะจำกัดภายในเฉพาะภายในฟังก์ชัน
ตัวอย่างฟังก์ชัน new_value () ที่ยอมให้เพิ่มค่า อาจจะเขียนคำสั่งดังนี้


<?php
function new_value($value, $increment= 1)         $value = $value + $increment;}        $value = 10 ;?>



{

        $value = 10 ;
        new_value($value);
        echo "$value<br/>\n";


?>

คำสั่งนี้ใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์จะเป็น "10" ค่าใหม่ของ $value ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

สิ่งนี้เป็นเพราะกฎ scope คำสั่งนี้สร้างตัวแปรเรียกว่า $value เป็น 10 เมื่อเรียกฟังก์ชัน new_value () ตัวแปร $value ในฟังก์ชันได้รับการสร้างเมื่อเรียกฟังก์ชัน ค่า 1 ได้รับการเพิ่มให้กับตัวแปร ดังนั้นค่าของ $value คือ 11 ภายในฟังก์ชัน จนกระทั่งสิ้นสุดฟังก์ชัน แล้วกลับไปยังคำสั่งที่เรียกภายในคำสั่งนี้ ตัวแปร $value เป็นอีกตัวแปร global scope และไม่มีการเปลี่ยนแปลง


  การส่งผ่านโดยการอ้างอิง (By Reference)


ตามตัวอย่างฟังก์ชัน new_value ถ้าต้องการให้ฟังก์ชันเปลี่ยนแปลงค่าได้ มีวิธีหนึ่งในการแก้ไขคือ ประกาศ $value ในฟังก์ชันเป็น global แต่หมายความว่าในการใช้ฟังก์ชันนี้ ตัวแปรที่ต้องการเพิ่มค่าต้องตั้งชื่อเป็น $value แต่มีวิธีดีกว่าคือ ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิง
การอ้างอิงไปตัวแปรต้นทางแทนที่มีค่าของตัวเอง การปรับปรุงไปยังการอ้างอิงจะมีผลกับตัวแปรต้นทางด้วย
การระบุพารามิเตอร์ที่ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิงให้วาง ampersand (&) หน้าชื่อพารามิเตอร์ในข้อกำหนดฟังก์ชัน
ตัวอย่าง new_value () ได้รับปรับปรุงให้มี 1 พารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการอ้างอิงและทำงานได้อย่างถูกต้อง


<?php

function new_value(&$value, $increment=1) 

        
       $value = $value + $increment;


{
?>

คำสั่งทดสอบฟังก์ชัน ให้พิมพ์ 10 ก่อนการเรียก increment () และ 11 ภายหลัง
ในการส่งค่าโดยการอ้างอิงต้องส่งเป็นตัวแปรไม่สามารถกำหนดค่าคงที่โดยตรง


  จำนานตัวแปรของพารามิเตอร์


การส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันนั้น การควบคุมของ PHP ได้กำหนดฟังก์ชันจำนวนหนึ่งให้ยอมรับจำนวนตัวแปรของพารามิเตอร์ ได้แก่ func_num_args, func_get_arg และ func_get_args
func_num_args() บอกจำนวนพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันที่เรียก func_get_arg() แสดงค่าของพารามิเตอร์ตามดัชนี และ func_get_args() ส่งออก array ของพารามิเตอร์

<?php

function show_pass_value()

{

        $idx = count(func_get_args());

        echo " จำนวนพารามิเตอร์ $idx <br/>\n";

        if ($idx > 0)

            echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg<br/>\n";

        for ($i = 0 ; $i < $idx; $i++) 

        {

                echo " พารามิเตอร์ที่ $i ค่า: ". func_get_arg($i)."<br/>\n";


         }


         if ($idx > 0)

             echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args<br/>\n"; 

         $params = func_get_args();


         foreach ($params as $index => $val) 

         {

                 echo " พารามิเตอร์ที่ $index ค่า: $val<br/>\n";


          }


          echo " *********<br/>\n";


}


$x = 4 ;
show_pass_value("one", "two", 3 , $x, " ห้า" , " หก") ;
show_pass_value();

?>


ผลลัพธ์ 

จำนวนพารามิเตอร์ 6
>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg
พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก

>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args

พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก

*********

จำนวนพารามิเตอร์ 0

*********



  Scope


เมื่อต้องการใช้ตัวแปรภายในไฟล์ที่รวม ต้องมีการประกาศตัวแปรเหล่านั้นก่อนประโยคคำสั่ง require () หรือ include () แต่เมื่อใช้ฟังก์ชันจะเป็นการส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์เหล่านั้นไปยังฟังก์ชัน บางส่วนเป็นเพราะไม่มีกลไกส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์ไปยังไฟล์ที่รวม และบางส่วนเป็นเพราะ scope ของตัวแปรของฟังก์ชันแตกต่างกัน
การควบคุม scope ของตัวแปรเป็นการทำให้ตัวแปรมองเห็นได้ ใน PHP มีกฎตั้งค่า scope ดังนี้
  • การประกาศตัวแปรภายในฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรให้รับการประกาศภายในวงเล็บปีกกา สิ่งนี้เรียกว่า function scope ตัวแปรเรียกว่า local variable
  • การประกาศตัวแปรภายนอกฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรได้รับการประกาศที่สิ้นสุดแต่ไม่ใช้ภายในฟังก์ชัน สิ่งนี้เรียกว่า global scope ตัวแปรเรียกว่า global variable
  • การใช้ประโยคคำสั่ง require () และ include () ไม่มีผลกับ scope ถ้าประโยคคำสั่งได้รับการใช้ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย function scope ถ้าไม่ได้อยู่ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย global scope
  • คีย์เวิร์ด global สามารถระบุได้เองเพื่อกำหนดหรือใช้ตัวแปรภายในฟังก์ชันให้มี scope เป็น global
  • ตัวแปร สามารถลบโดยการเรียก unset ($variable_name) และตัวแปรที่ unset จะไม่มี scope
  • ตัวแปรระดับ superglobal สามารถเข้าถึงได้ทุกส่วนในสคริปต์

  ตัวแปรระดับฟังก์ชัน

ตัวแปรระดับฟังก์ชันหรือ local variable เป็นการประกาศเพื่อใช้เฉพาะภายในฟังก์ชัน ไม่สามารถเรียกจากภายนอกฟังก์ชันได้

<?php

        $newline = <<<NLSTRING

        <br/>\n

NLSTRING;


$var_global = 10 ;


function show_value() 

{

        global $newline;

        $var_local= 75 ;
        echo "\$var_local 1: $var_local";
        echo $newline;

}


show_value(); 
echo "\$var_global : $var_global";
echo $newline;
echo "\$var_local 2: $var_local";
echo $newline;

?>


ผลลัพธ์

$var_global 1 :
$var_global 1 :

$var_global 2: 10

$var_local 2:

ตามตัวอย่างนี้ ตัวแปรระดับฟังก์ชัน $var_local ไม่สามารถแสดงผลในการพิมพ์ภายนอกฟังก์ชัน show_value() และ $var_global ที่เป็นตัวแปรระดับ global ไม่สามารถแสดงผลภายใน show_value() เพราะมี scope ต่างกัน


  ตัวแปรระดับ global


ถ้าต้องการนำตัวแปรระดับ global มาใช้ภายในฟังก์ชันต้องประกาศด้วยคีย์เวิร์ด global ก่อนประโยคคำสั่งที่ใช้ตัวแปรนั้น ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_value() ใช้ $newline จากภายนอกฟังก์ชัน

global $newline;



  ตัวแปรสถิตย์


การประกาศตัวแปรสถิตย์ใช้ คีย์เวิร์ด static เมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน โปรแกรมจะกำหนดค่าตัวแปรตามที่ระบุเพียงครั้งเดียว ถ้าเรียกซ้ำอย่างต่อเนื่องค่านี้จะเปลี่ยนแปลงตามการคำนวณ

<?php

function increment() 

{

        static $increase = 5 ;

        $increase++;
        echo $increase."<br/>\n";

}


$end = 5 ;


for ($i = 1 ; $i < $end; $i++) 

    increment();

?>


ผลลัพธ์

6
7
8
9

ค่าของตัวแปรสถิตย์ได้รับการตั้งทุกครั้งเมื่อเรียกใช้ในครั้งต่อไป


การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน

การส่งค่าออกจากฟังก์ชันใช้คีย์เวิร์ด return เช่นเดียวกับการออกจากฟังก์ชันได้ ถ้าไม่มีการระบุส่งออกฟังก์ชันจะส่งค่า NULL
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน get_larger () สาธิตการส่งออกค่า

<?


function get_larger($x=NULL, $y=NULL)

{

if (!isset($x) || !isset($y))

    return " ไม่มีการส่งค่า" ;

if ($x > $y)

    return $x;
else if ($x < $y)

    return $y;
else
    return " ค่าเท่ากัน" ;

}


$sends = array();

$sends[0] = array('x' =>5);
$sends[1] = array('x' =>9, 'y'=>3);
$sends[2] = array('x' =>5, 'y'=>8);
$sends[3] = array('x' =>4, 'y'=>4);

foreach ($sends as $send)

{

        echo "x = ".$send['x']." y = ".$send['y']." : ค่า - > "
        .get_larger($send['x'], $send['y']); 
        echo "<br/>\n";

}


?>


ผลลัพธ์ 

x = 5 y = : ค่า - > ไม่มีการส่งค่า
x = 9 y = 3 : ค่า - > 9
x = 5 y = 8 : ค่า - > 8
x = 4 y = 4 : ค่า - > ค่าเท่ากัน

ฟังก์ชันที่ทำงานอาจเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องส่งออกค่า มักจะส่งออก TRUE หรือ FALSE เพื่อระบุความสำเร็จหรือล้มเหลว ค่า TRUE หรือ FALSE สามารถได้รับการแสดงแทนด้วย 1 หรือ 0


Recursion


recursion ได้รับการสนับสนุนใน PHP ฟังก์ชันชนิดนี้เป็นการเรียกตัวเองและเป็นประโยชน์กับการบังคับโครงสร้างข้อมูลไดนามิคส์ เช่น รายการเชื่อมโยงและโครงสร้างต้นไม้ (tree)
โปรแกรมประยุกต์เว็บจำนวนไม่มากต้องการโครงสร้างข้อมูลซับซ้อนมากและจำกัดการใช้ เนื่องจาก recursion ช้ากว่าและใช้หน่วยความจำมากกว่าการทำงานวนรอบ ดังนั้นควรเลือกการทำงานแบบวนรอบปกติ ถ้าเป็นไปได้
ตัวอย่างการประยุกต์แบบย้อนกลับตัวอักษร

<?php

function word_reverse_r($str)

{

        if (strlen($str)>0)
            word_reverse_r(substr($str, 1));


        echo substr($str, 0, 1);

        return;

}


function word_reverse_i($str)

{

        for ($i=1; $i<=strlen($str); $i++) 

        {

               echo substr($str, -$i, 1);


}


return;


}

?>


รายการคำสั่งของ 2 ฟังก์ชันนี้จะพิมพ์ข้อความย้อนกลับ ฟังก์ชัน word_reverse_r เป็น recursion ฟังก์ชัน word_reverse_i เป็นการวนรอบ
ฟังก์ชัน word_reverse_r ใช้ข้อความเป็นพารามิเตอร์ เมื่อมีการเรียกฟังก์ชันนี้ จะเกิดการเรียกตัวเองแต่ละครั้งส่งผ่านตัวอักษรที่ 2 ไปถึงตัวอักษรสุดท้าย
การเรียกฟังก์ชันแต่ละครั้งจะทำสำเนาใหม่ของคำสั่งในหน่วยความจำของแม่ข่าย แต่ด้วยพารามิเตอร์ต่างกัน ดังนั้นจึงเหมือนกับการเรียกคนละฟังก์ชัน