จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557
แบบทดสอบ O-NET ม.6 (คอมพิวเตอร์)
แบบทดสอบ O-NET ม.6 (คอมพิวเตอร์)
1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท Smartphone.
1. Ubumtu
2. Iphone os
3. Android
4. Symbian
เฉลยข้อ 1
2.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร.
1. ไฟล์เพลง MP 3 (mp 3)
2. ไฟล์รูปประเภท JPEG (jpeg)
3. ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
4. ไฟล์วีดีโอประเภท Movie (movie)
เฉลยข้อ 3
3.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด(Open Source)อนุญาตให้ผู้ใช้ทำ อะไรได้บ้าง.
ก. นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
ข. ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
ค. แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
1. ข้อ ก กับ ข้อ ค 2. ข้อ ข กับ ข้อ ค
3. ข้อ ข อย่างเดียว 4. ข้อ ก อย่างเดียว
เฉลยข้อ 4
4.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้
ก. ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้ต้องแสดงตัว ตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน
ข. ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
ค. ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วยในการออกแบบฐาน
ข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง.
1. ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
2. ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อผู้ใช้ในตาราง กระทู้และตารางคำตอบได้เลย
3. ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่ในตาราง กระทู้อยู่แล้ว
4. ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้ตั้งใน ตารางผู้ใช้ได้เลย
เฉลยข้อ 4
5.ข้อใดเป้นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาทำรายงาน.
1. คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
2. ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา(Web board)มาใส่ในรายงาน
3. นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
4. อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ
เฉลยข้อ 4
6.ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัมนาระบบยืมหนังสือโดยสามารถบันทึกข้อมูลการยืมหนังสือ
ลงบนบัตรอิเลคโทรนิกส์โดยไม่ต้องเขียนด้วยมือระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีในข้อใด.
1. Smart Card
2. Fingerprint
3. Barcode
4. WiFi
เฉลยข้อ 3
7.ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ต้องเชี่ยวชาญความรู้ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้.
ก. ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์ ข. ระบบปฎิบัติการ
ค. เว็บเซิร์ฟเวอร์ ง. HTML
จ. ระบบฐานข้อมูล ฉ. ภาษาจาวา(Java)
1. ข้อ ก และ ค 2. ข้อ ข และ จ
3. ข้อ ค และ ง 4. ข้อ ค และ ฉ
เฉลยข้อ 3
8.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.
1. Wi-Fi , IP
2. Wi-Fi ,Bluetooth
3. 3G ADSL
4. 3G Ethernet
เฉลยข้อ 2
9.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์.
1. การทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา
2. เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
3. ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัมนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
4. ทำให้ผู้พัมนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อ ไปได้
เฉลยข้อ 1
10.ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด.
1. การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
2. หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ Network Interce Card
3. หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ Volntile
4. รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด 8 บิด
เฉลยข้อ 3
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ฟังก์ชันใน PHP
ฟังก์ชันใน PHP
ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกัน
ฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย
my_function ();
คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้
ฟังก์ชันจำนวนมากได้รับการเรียกด้วยวิธีนี้ เช่น ฟังก์ชัน phpinfo () สำหรับแสดงเวอร์ชันติดตั้งของ PHP สารสนเทศเกี่ยวกับ PHP การตั้งค่าแม่ข่ายเว็บ ค่าต่างๆ ของ PHP และตัวแปร ฟังก์ชันนี้ไม่ใช้พารามิเตอร์และโดยทั่วไปไม่สนใจค่าส่งออก ดังนั้นการเรียก phpinfo () จะประกอบขึ้นดังนี้
-phpinfo ();
การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน
การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้<?php
function function_name(parameter1,…)
{
ชุดคำสั่ง …
}
?>
ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function
<?php
function my_function()
{
$mystring =<<<BODYSTRING
my function ได้รับการเรียก
BODYSTRING;
echo $mystring;
}
?>
การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้
my_function ();
การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser
การตั้งชื่อฟังก์ชัน
สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
-ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
-ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
-ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()
ชื่อไม่ถูกต้อง
5name ()
Name-six ()
fopen ()
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็กชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน
การหยุดประมวลผลภายในฟังก์ชัน
คีย์เวิร์ด return หยุดการประมวลผลฟังก์ชัน ฟังก์ชันสิ้นสุดได้เพราะประโยคคำสั่งทั้งหมดได้รับการประมวลผล หรือ ใช้คีย์เวิร์ด return การประมวลผลกลับไปยังประโยคคำสั่งต่อจากการเรียกฟังก์ชัน
<?php
function division($x, $y)
{
if ($y == 0 || !isset($y))
{
echo " ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า" ;
return;
}
$result = $x / $y;
echo $result;
}
?>
ถ้าประโยคคำสั่ง return ได้รับการประมวลผล บรรทัดคำสั่งต่อไปในฟังก์ชันจะถูกข้ามไป และกลับไปยังผู้เรียกฟังก์ชันนี้ ในฟังก์ชันนี้ ถ้า y เป็น 0 จะหยุดการประมวลผล ถ้า y ไม่เท่ากับ 0 จะคำนวณผลหาร
สมมติป้อนค่าเป็น
x = 4, y = 0
x = 4
x = 4, y = 2
ผลลัพธ์ของคำสั่ง คือ
x = 4, y = 0 ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = 2 ผลลัพธ์ 2
การเรียกฟังก์ชัน
เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือ require()
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php
<?php
include("fn_ 03 _keeper.php");
show_message();
?>
พารามิเตอร์
ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์
ไวยากรณ์พื้นฐาน
การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้
<?php
function show_parameter($param1, $param2, $param3)
{
echo <<<PARAM
รายการพารามิเตอร์ <br/>
param1: $param1 <br/>
param2: $param2 <br/>
param3: $param3 <br/>
PARAM;
}
?>
พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน
scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scope ระดับอื่น พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน
การส่งผ่านโดยค่า (By Value)
ตามปกติการส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันเป็นการส่งผ่านค่า การเปลี่ยนแปลงจะจำกัดภายในเฉพาะภายในฟังก์ชัน
ตัวอย่างฟังก์ชัน new_value () ที่ยอมให้เพิ่มค่า อาจจะเขียนคำสั่งดังนี้
<?php
function new_value($value, $increment= 1) $value = $value + $increment;} $value = 10 ;?>
{
$value = 10 ;
new_value($value);
echo "$value<br/>\n";
?>
คำสั่งนี้ใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์จะเป็น "10" ค่าใหม่ของ $value ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งนี้เป็นเพราะกฎ scope คำสั่งนี้สร้างตัวแปรเรียกว่า $value เป็น 10 เมื่อเรียกฟังก์ชัน new_value () ตัวแปร $value ในฟังก์ชันได้รับการสร้างเมื่อเรียกฟังก์ชัน ค่า 1 ได้รับการเพิ่มให้กับตัวแปร ดังนั้นค่าของ $value คือ 11 ภายในฟังก์ชัน จนกระทั่งสิ้นสุดฟังก์ชัน แล้วกลับไปยังคำสั่งที่เรียกภายในคำสั่งนี้ ตัวแปร $value เป็นอีกตัวแปร global scope และไม่มีการเปลี่ยนแปลง
การส่งผ่านโดยการอ้างอิง (By Reference)
ตามตัวอย่างฟังก์ชัน new_value ถ้าต้องการให้ฟังก์ชันเปลี่ยนแปลงค่าได้ มีวิธีหนึ่งในการแก้ไขคือ ประกาศ $value ในฟังก์ชันเป็น global แต่หมายความว่าในการใช้ฟังก์ชันนี้ ตัวแปรที่ต้องการเพิ่มค่าต้องตั้งชื่อเป็น $value แต่มีวิธีดีกว่าคือ ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิง
การอ้างอิงไปตัวแปรต้นทางแทนที่มีค่าของตัวเอง การปรับปรุงไปยังการอ้างอิงจะมีผลกับตัวแปรต้นทางด้วย
การระบุพารามิเตอร์ที่ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิงให้วาง ampersand (&) หน้าชื่อพารามิเตอร์ในข้อกำหนดฟังก์ชัน
ตัวอย่าง new_value () ได้รับปรับปรุงให้มี 1 พารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการอ้างอิงและทำงานได้อย่างถูกต้อง
<?php
function new_value(&$value, $increment=1)
}
$value = $value + $increment;
{
?>
คำสั่งทดสอบฟังก์ชัน ให้พิมพ์ 10 ก่อนการเรียก increment () และ 11 ภายหลัง
ในการส่งค่าโดยการอ้างอิงต้องส่งเป็นตัวแปรไม่สามารถกำหนดค่าคงที่โดยตรง
จำนานตัวแปรของพารามิเตอร์
การส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันนั้น การควบคุมของ PHP ได้กำหนดฟังก์ชันจำนวนหนึ่งให้ยอมรับจำนวนตัวแปรของพารามิเตอร์ ได้แก่ func_num_args, func_get_arg และ func_get_args
func_num_args() บอกจำนวนพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันที่เรียก func_get_arg() แสดงค่าของพารามิเตอร์ตามดัชนี และ func_get_args() ส่งออก array ของพารามิเตอร์
<?php
function show_pass_value()
{
$idx = count(func_get_args());
echo " จำนวนพารามิเตอร์ $idx <br/>\n";
if ($idx > 0)
echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg<br/>\n";
for ($i = 0 ; $i < $idx; $i++)
{
echo " พารามิเตอร์ที่ $i ค่า: ". func_get_arg($i)."<br/>\n";
}
if ($idx > 0)
echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args<br/>\n";
$params = func_get_args();
foreach ($params as $index => $val)
{
echo " พารามิเตอร์ที่ $index ค่า: $val<br/>\n";
}
echo " *********<br/>\n";
}
$x = 4 ;
show_pass_value("one", "two", 3 , $x, " ห้า" , " หก") ;
show_pass_value();
?>
ผลลัพธ์
จำนวนพารามิเตอร์ 6
>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg
พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก
>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args
พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก
*********
จำนวนพารามิเตอร์ 0
*********
Scope
เมื่อต้องการใช้ตัวแปรภายในไฟล์ที่รวม ต้องมีการประกาศตัวแปรเหล่านั้นก่อนประโยคคำสั่ง require () หรือ include () แต่เมื่อใช้ฟังก์ชันจะเป็นการส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์เหล่านั้นไปยังฟังก์ชัน บางส่วนเป็นเพราะไม่มีกลไกส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์ไปยังไฟล์ที่รวม และบางส่วนเป็นเพราะ scope ของตัวแปรของฟังก์ชันแตกต่างกัน
การควบคุม scope ของตัวแปรเป็นการทำให้ตัวแปรมองเห็นได้ ใน PHP มีกฎตั้งค่า scope ดังนี้
- การประกาศตัวแปรภายในฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรให้รับการประกาศภายในวงเล็บปีกกา สิ่งนี้เรียกว่า function scope ตัวแปรเรียกว่า local variable
- การประกาศตัวแปรภายนอกฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรได้รับการประกาศที่สิ้นสุดแต่ไม่ใช้ภายในฟังก์ชัน สิ่งนี้เรียกว่า global scope ตัวแปรเรียกว่า global variable
- การใช้ประโยคคำสั่ง require () และ include () ไม่มีผลกับ scope ถ้าประโยคคำสั่งได้รับการใช้ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย function scope ถ้าไม่ได้อยู่ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย global scope
- คีย์เวิร์ด global สามารถระบุได้เองเพื่อกำหนดหรือใช้ตัวแปรภายในฟังก์ชันให้มี scope เป็น global
- ตัวแปร สามารถลบโดยการเรียก unset ($variable_name) และตัวแปรที่ unset จะไม่มี scope
- ตัวแปรระดับ superglobal สามารถเข้าถึงได้ทุกส่วนในสคริปต์
ตัวแปรระดับฟังก์ชัน
ตัวแปรระดับฟังก์ชันหรือ local variable เป็นการประกาศเพื่อใช้เฉพาะภายในฟังก์ชัน ไม่สามารถเรียกจากภายนอกฟังก์ชันได้<?php
$newline = <<<NLSTRING
<br/>\n
NLSTRING;
$var_global = 10 ;
function show_value()
{
global $newline;
$var_local= 75 ;
echo "\$var_local 1: $var_local";
echo $newline;
}
show_value();
echo "\$var_global : $var_global";
echo $newline;
echo "\$var_local 2: $var_local";
echo $newline;
?>
ผลลัพธ์
$var_global 1 :
$var_global 1 :
$var_global 2: 10
$var_local 2:
ตามตัวอย่างนี้ ตัวแปรระดับฟังก์ชัน $var_local ไม่สามารถแสดงผลในการพิมพ์ภายนอกฟังก์ชัน show_value() และ $var_global ที่เป็นตัวแปรระดับ global ไม่สามารถแสดงผลภายใน show_value() เพราะมี scope ต่างกัน
ตัวแปรระดับ global
ถ้าต้องการนำตัวแปรระดับ global มาใช้ภายในฟังก์ชันต้องประกาศด้วยคีย์เวิร์ด global ก่อนประโยคคำสั่งที่ใช้ตัวแปรนั้น ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_value() ใช้ $newline จากภายนอกฟังก์ชัน
global $newline;
ตัวแปรสถิตย์
การประกาศตัวแปรสถิตย์ใช้ คีย์เวิร์ด static เมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน โปรแกรมจะกำหนดค่าตัวแปรตามที่ระบุเพียงครั้งเดียว ถ้าเรียกซ้ำอย่างต่อเนื่องค่านี้จะเปลี่ยนแปลงตามการคำนวณ
<?php
function increment()
{
static $increase = 5 ;
$increase++;
echo $increase."<br/>\n";
}
$end = 5 ;
for ($i = 1 ; $i < $end; $i++)
increment();
?>
ผลลัพธ์
6
7
8
9
ค่าของตัวแปรสถิตย์ได้รับการตั้งทุกครั้งเมื่อเรียกใช้ในครั้งต่อไป
การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน
การส่งค่าออกจากฟังก์ชันใช้คีย์เวิร์ด return เช่นเดียวกับการออกจากฟังก์ชันได้ ถ้าไม่มีการระบุส่งออกฟังก์ชันจะส่งค่า NULLตัวอย่าง ฟังก์ชัน get_larger () สาธิตการส่งออกค่า
<?
function get_larger($x=NULL, $y=NULL)
{
if (!isset($x) || !isset($y))
return " ไม่มีการส่งค่า" ;
if ($x > $y)
return $x;
else if ($x < $y)
return $y;
else
return " ค่าเท่ากัน" ;
}
$sends = array();
$sends[0] = array('x' =>5);
$sends[1] = array('x' =>9, 'y'=>3);
$sends[2] = array('x' =>5, 'y'=>8);
$sends[3] = array('x' =>4, 'y'=>4);
foreach ($sends as $send)
{
echo "x = ".$send['x']." y = ".$send['y']." : ค่า - > "
.get_larger($send['x'], $send['y']);
echo "<br/>\n";
}
?>
ผลลัพธ์
x = 5 y = : ค่า - > ไม่มีการส่งค่า
x = 9 y = 3 : ค่า - > 9
x = 5 y = 8 : ค่า - > 8
x = 4 y = 4 : ค่า - > ค่าเท่ากัน
ฟังก์ชันที่ทำงานอาจเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องส่งออกค่า มักจะส่งออก TRUE หรือ FALSE เพื่อระบุความสำเร็จหรือล้มเหลว ค่า TRUE หรือ FALSE สามารถได้รับการแสดงแทนด้วย 1 หรือ 0
Recursion
recursion ได้รับการสนับสนุนใน PHP ฟังก์ชันชนิดนี้เป็นการเรียกตัวเองและเป็นประโยชน์กับการบังคับโครงสร้างข้อมูลไดนามิคส์ เช่น รายการเชื่อมโยงและโครงสร้างต้นไม้ (tree)
โปรแกรมประยุกต์เว็บจำนวนไม่มากต้องการโครงสร้างข้อมูลซับซ้อนมากและจำกัดการใช้ เนื่องจาก recursion ช้ากว่าและใช้หน่วยความจำมากกว่าการทำงานวนรอบ ดังนั้นควรเลือกการทำงานแบบวนรอบปกติ ถ้าเป็นไปได้
ตัวอย่างการประยุกต์แบบย้อนกลับตัวอักษร
<?php
function word_reverse_r($str)
{
if (strlen($str)>0)
word_reverse_r(substr($str, 1));
echo substr($str, 0, 1);
return;
}
function word_reverse_i($str)
{
for ($i=1; $i<=strlen($str); $i++)
{
echo substr($str, -$i, 1);
}
return;
}
?>
รายการคำสั่งของ 2 ฟังก์ชันนี้จะพิมพ์ข้อความย้อนกลับ ฟังก์ชัน word_reverse_r เป็น recursion ฟังก์ชัน word_reverse_i เป็นการวนรอบ
ฟังก์ชัน word_reverse_r ใช้ข้อความเป็นพารามิเตอร์ เมื่อมีการเรียกฟังก์ชันนี้ จะเกิดการเรียกตัวเองแต่ละครั้งส่งผ่านตัวอักษรที่ 2 ไปถึงตัวอักษรสุดท้าย
การเรียกฟังก์ชันแต่ละครั้งจะทำสำเนาใหม่ของคำสั่งในหน่วยความจำของแม่ข่าย แต่ด้วยพารามิเตอร์ต่างกัน ดังนั้นจึงเหมือนกับการเรียกคนละฟังก์ชัน
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
Field
Field
Field (ฟิลด์) เป็นพื้นที่ในตำแหน่งตายตัวหรือรู้จักในหน่วยข้อมูล เช่น เรคคอร์ด ส่วนหัวข่าวสาร หรือคำสั่ง (instruction) ที่มีวัตถุประสงค์และตามปกติขนาดตายตัว ในบางบริบท ฟิลด์สามารถได้รับการแบ่งย่อยเป็นฟิลด์เล็กกว่า นี่มีบางตัวอย่าง
1) ในตารางข้อมูลของฐานข้อมูล ฟิลด์เป็นโครงสร้างข้อมูลสำหรับชิ้นของข้อมูลเดียว ฟิลด์ได้รับการจัดแบ่งเป็นเรคคอร์ด ซึ่งบรรจุสารสนเทศทั้งหมดภายในตารางข้อมูลที่สัมพันธ์กับเอกลักษณ์เฉพาะ (specific entity) ตัวอย่าง ในตารางข้อมูลที่เรียกว่า สารสนเทศติดต่อลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์จะเป็นฟิลด์ในแถวที่จะเก็บฟิลด์อื่น เช่น ถนน ที่อยู่ และเมือง เรคคอร์ดสร้างเป็นแถวของตารางข้อมูลและฟิลด์สร้างเป็นคอลัมน์
2) ในฟอร์มที่ใช้เติมข้อมูลบนเว็บไซต์ แต่ละ box ที่ขอสารสนเทศจากท่านเป็นฟิลด์นำเข้าข้อความ
3) ในส่วนหัวของหน่วยการส่งผ่านความยาวแปรผัน ฟิลด์ย่อยสองไบต์ในส่วนหัว (ซึ่งเป็นฟิลด์โดยตัวเองอย่างแน่นอน) สามารถระบุความยาวเป็นไบต์ของข่าวสาร
Field Size หมายถึงขนาดของฟิลด์
ฟิลด์แบบ Text ก็คือ จำนวนตัวอักษรสูงสุดที่สามารถรับได้ สูงสุดไม่เกิน 255 ตัวอักษร
ฟิลด์แบบ Number ก็คือค่าของตัวเลขที่สามารถป้อนได้
ฟิลด์แบบ Text ก็คือ จำนวนตัวอักษรสูงสุดที่สามารถรับได้ สูงสุดไม่เกิน 255 ตัวอักษร
ฟิลด์แบบ Number ก็คือค่าของตัวเลขที่สามารถป้อนได้
Format
คุณสมบัตินี้จะใช้ในกรณีที่ต้องการควบคุมรูปแบบการแสดงผลของข้อมูล โดยมีรายละเอียดจำแนกตามชนิดของฟิลด์ ดังนี้
ข้อมูลชนิด Text
@ แทนอักษรหนึ่งตัว ถ้าไม่กรอกจะใส่ช่องว่างให้
& แทนอักษรหนึ่งตัว ถ้าไม่ใส่จะปล่อยว่างไว
> แสดงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ (เฉพาะภาษาอังกฤษ)
< แสดงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์เล็ก (เฉพาะภาษาอังกฤษ)
& แทนอักษรหนึ่งตัว ถ้าไม่ใส่จะปล่อยว่างไว
> แสดงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ (เฉพาะภาษาอังกฤษ)
< แสดงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์เล็ก (เฉพาะภาษาอังกฤษ)
ข้อมูลชนิด Number, Currency
General แสดงตามที่พิมพ์
Currency มีเครื่องหมายการเงิน
Fixed ทศนิยมสองหลัก ไม่มีคอมม่าคั่นหลักพัน
Standard ทศนิยมสองหลัก มีคอมม่าคั่นหลักพัน
Percent ค่า %
Scientific ค่าแบบวิทยาศาสตร์
Currency มีเครื่องหมายการเงิน
Fixed ทศนิยมสองหลัก ไม่มีคอมม่าคั่นหลักพัน
Standard ทศนิยมสองหลัก มีคอมม่าคั่นหลักพัน
Percent ค่า %
Scientific ค่าแบบวิทยาศาสตร์
ข้อมูลชนิด Date/Time
d แสดงวันที่แบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขอารบิค
dd แสดงวันที่แบบ 2 หลัก เลขอารบิค
ddd แสดงชื่อย่อของวันภาษาอังกฤษ
dddd แสดงชื่อเต็มของวันภาษาอังกฤษ
m แสดงลำดับของเดือนแบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขอารบิค
mm แสดงลำดับของเดือนแบบ 2 หลัก เลขอารบิค
mmm แสดงชื่อย่อของเดือนภาษาอังกฤษ
mmmm แสดงชื่อเต็มของเดือนภาษาอังกฤษ
y แสดงตัวเลขของวันในปี ค.ศ. (1 - 366)
yy แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี ค.ศ.
yyyy แสดงตัวเลขปีแบบเต็ม ปี ค.ศ.
ว แสดงวันที่แบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขไทย
วว แสดงวันที่แบบ 2 หลัก เลขไทย
ววว แสดงชื่อย่อของวันภาษาไทย
วววว แสดงชื่อเต็มของวันภาษาไทย
ด แสดงลำดับของเดือนแบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขไทย
ดด แสดงลำดับของเดือนแบบ 2 หลัก เลขไทย
ดดด แสดงชื่อย่อของเดือนภาษาไทย
ดดดด แสดงชื่อเต็มของเดือนภาษาไทย
ปป แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี พ.ศ. เลขไทย
ปปปป แสดงตัวเลข ปี พ.ศ. เลขไทย
bb แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี พ.ศ. เลขอารบิค
bbbb แสดงตัวเลข ปี พ.ศ. เลขอารบิค
dd แสดงวันที่แบบ 2 หลัก เลขอารบิค
ddd แสดงชื่อย่อของวันภาษาอังกฤษ
dddd แสดงชื่อเต็มของวันภาษาอังกฤษ
m แสดงลำดับของเดือนแบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขอารบิค
mm แสดงลำดับของเดือนแบบ 2 หลัก เลขอารบิค
mmm แสดงชื่อย่อของเดือนภาษาอังกฤษ
mmmm แสดงชื่อเต็มของเดือนภาษาอังกฤษ
y แสดงตัวเลขของวันในปี ค.ศ. (1 - 366)
yy แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี ค.ศ.
yyyy แสดงตัวเลขปีแบบเต็ม ปี ค.ศ.
ว แสดงวันที่แบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขไทย
วว แสดงวันที่แบบ 2 หลัก เลขไทย
ววว แสดงชื่อย่อของวันภาษาไทย
วววว แสดงชื่อเต็มของวันภาษาไทย
ด แสดงลำดับของเดือนแบบ 1 หรือ 2 หลัก เลขไทย
ดด แสดงลำดับของเดือนแบบ 2 หลัก เลขไทย
ดดด แสดงชื่อย่อของเดือนภาษาไทย
ดดดด แสดงชื่อเต็มของเดือนภาษาไทย
ปป แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี พ.ศ. เลขไทย
ปปปป แสดงตัวเลข ปี พ.ศ. เลขไทย
bb แสดงตัวเลขปีสองตัวสุดท้าย ปี พ.ศ. เลขอารบิค
bbbb แสดงตัวเลข ปี พ.ศ. เลขอารบิค
รหัสมาตฐาน
" ข้อความ" แสดงข้อความในเครื่องหมายคำพูด
ช่องว่าง แสดงช่องว่าง
! ใส่ตัวอักษรชิดขวา
* ใส่ช่องว่างในฟิลด์ด้วยตัวอักษรที่ตามหลัง เครื่องหมายนี้
\ ให้แสดงตัวอักษรที่ตามหลังเครื่องหมายนี้
[ ชื่อสี] แสดงสีตามที่กำหนด เช่น Black, Blue…
ช่องว่าง แสดงช่องว่าง
! ใส่ตัวอักษรชิดขวา
* ใส่ช่องว่างในฟิลด์ด้วยตัวอักษรที่ตามหลัง เครื่องหมายนี้
\ ให้แสดงตัวอักษรที่ตามหลังเครื่องหมายนี้
[ ชื่อสี] แสดงสีตามที่กำหนด เช่น Black, Blue…
Input Masks
หน้ากากป้อนข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้กำหนดรูปแบบการป้อนข้อมูล
0 แทนตัวเลขหนึ่งตัว จะต้องใส่
9 แทนตัวเลขหนึ่งตัว จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้
# แทนตัวเลขหรือช่องว่าง และเครื่องหมายบวกหรือลบจะใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้
L แทนตัวอักษร (A - Z) จะต้องใส่
? ตัวอักษร (A - Z) จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้
A ตัวอักษรหรือตัวเลข จะต้องใส่
a ตัวอักษรหรือตัวเลข จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้
& ตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมาย หรือช่องว่าง จะต้องใส่
C ตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมาย หรือช่องว่าง จะใส่หรือไม่ใส่ ก็ได้
. เครื่องหมายทศนิยม
, เครื่องหมายคั่นที่หลักพัน
: ; / - เครื่องหมายคั่นวันเวลา
< แปลงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์เล็ก
> แปลงตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่
! ทำให้ Input Mark ใส่ค่าจากขวาไปซ้าย
\ ทำให้แสดงตัวอักษรที่ตามหลังเครื่องหมายนี้
Caption
คำอธิบายฟิลด์ เป็นส่วนที่ใช้แทนชื่อฟิลด์
Default Value
ค่าเริ่มต้นของข้อมูล
Validity Rule
กฎเกณฑ์ในการรับข้อมูล เช่น ="A" or "B" or "AB" or "O" หมายถึง ให้รับเฉพาะตัวอักษร A หรือB หรือ AB หรือ O หรือ Between 2000 and 5000 หมายถึง ให้รับเฉพาะตัวเลขที่มีค่าระหว่าง 2000 ถึง5000
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)